CATEGORY
 
ALL (631)
 
    PEWIRA (4)
    VIDEO CLIPS (69)
    BERITA (319)
    SEJARAH (29)
    MAJALAH THAI (50)
    MAJALAH MELAYU (38)
    BERITA S-AMP THAI (11)
    BERITA S-AMP MELAYU (1)
    สาระจากแดนมังกร (76)
    หลักพิชัยสงคราม (8)
    CERAMAH (2)
    SOCCER ZONE (4)
    GLOBAL (20)


FIND



COUNTER



START 13/06/2013


CALENDAR

MY SOLAT

FACEBOOK


"หะยีสุหลงยังไม่ตาย" : ท่าทีของสยามต่อการหายตัวไปของหะยีสุหลง ตอนที่ 2
 
 

By Buliato | Thu, 2013-07-11 19:46

 

ตวนกูอับดุลฯ                ขอบใจที่ส่งคนไปรับ

               พ.ต.ท. บุญเลิศฯ            ครั้งแรกจะไปรับเอง แต่ไม่สบายดังที่ท่านเห็นอยู่ ต้องการทราบอะไร ขอให้แจ้งให้ทราบไม่ต้องเกรงใจ

               ตวนกูอับดุลฯ                ขอบใจมาก ความยุ่งยากส่วนใหญ่ในเวลานี้ได้แก่เรื่องหะยีสุหลงกับพวกหายตัวไป สิ่งที่พูดกันในมลายู โดยฉะเพาะทางหนังสือพิมพ์ส่วนมากเป็นเรื่องไม่ตรงกับความจริง ข้าพเจ้าจึงได้ไปพบกงสุลไทยที่ปีนัง และกงสุลไทยปีนังให้แนะนำให้ข้าพเจ้ามาพบกับท่านที่นี่ เพื่อหาความกระจ่างในเรื่องนี้ แล้วจะได้กลับไปบอกกล่าวให้หายเข้าใจผิด

               พ.ต.ท. บุญเลิศฯ            ขอบใจมาก เรื่องนี้ข้าพเจ้าชี้แจงกับ มร. แมคดอก[21] ให้ทราบใว้ครั้งหนึ่งแล้ว และได้แจ้งกับ มร. แมคดอก ไว้ว่าขอให้ประธานอัมโนหรือกรรมการสมาคมมุสลิมในมลายูให้เข้ามาที่สงขลา เพื่อสืบสวนและสอบถามรายละเอียดได้ทุกประการ

               ตวนกูอับดุลฯ                มร. แมคดอก ไม่ได้พูดอะไรกับข้าพเจ้าในเรื่องนี้

               พ.ต.ท. บุญเลิศฯ            ถ้าเช่นนั้นจะขอชี้แจงให้ฟังอย่างละเอียดตั้งแต่แรกว่าทำไมจึงเรียกหะยีสุหลงมาพบ คืออธิบดีกรมตำรวจได้ให้ข้าพเจ้ามาเป็นหัวหน้าจัดตั้งหน่วยสืบสวนพิเศษปราบปรามโจรจีนคอมมิวนิสต์ และในขณะเดียวกันอธิบดีกรมตำรวจทราบว่าเหตุการเมืองทางใต้นั้น มีนักการเมืองคิดก่อการแบ่งแยกดินแดนขึ้นอีก ซึ่งเคยมีมาครั้งหนึ่งแล้ว ถ้ามีอย่างนั้นจริงก็ขอให้ข้าพเจ้าดำเนินการอย่างละม่อม อย่าให้มีการรุนแรง ครั้นข้าพเจ้าได้มาอยู่ที่หน่วยสันติบาลพิเศษสงขลานี้ได้ประมาณ ๖ เดือน สืบทราบว่าการที่ท่านอธิบดีกล่าวไว้เป็นความจริง ข้าพเจ้าขอพูดอย่างเปิดอกต้องการให้กระจ่าง ผู้ที่คิดในเรื่องการแบ่งแยกดินแดนนี้มีทั้งภายในและภายนอกประเทศ ภายในนั้นคือ หะยีสุหลง ภายนอกคือ ตวนกูไมยิดิน

               ตวนกูอับดุลฯ                ผู้ที่เป็นหัวหน้าคิดแบ่งแยกดินแดน คือ ตวนกูไมยิดิน ข้าพเจ้ารู้จักดี

               พ.ต.ท. บุญเลิศ               นอกนั้นมีคนอื่นในจังหวัดนราธิวาส ยะลา มีหลักฐานทุกอย่างในการที่จะจับกุมหะยีสุหลง เป็นการประชุม การเรี่ยไรเงิน ซึ่งการประชุมการเมืองอย่างนี้ผิดกฎหมายในเมืองไทย เราไม่อยากจับกุมต้องการปฏิบัติอย่างละม่อมจึงใคร่เรียกตัวมาทำความเข้าใจว่ากล่าวและขอร้องให้หยุดล้มเลิกความคิดนั้นเสีย ไมยิดินก็ได้ตายไปแล้ว หะยีสุหลงควรจะล้มเลิกความคิดนั้นเสีย อีกประการหนึ่งถ้าจับกุมหะยีสุหลงประชาชนอาจกล่าวหาว่ากลั่นแกล้ง เพราะหะยีสุหลงเพิ่งพ้นโทษมาใหม่ๆ การเรียกตัวมานั้นได้เรียกฉะเพาะชั้นหัวหน้ามา ๔ คน ปรากฎว่าเพียงคนเดียวเท่านั้นที่มาพบในครั้งแรก คือ เจ๊ะอาลี อีก ๓ คนว่าป่วย เมื่อเจ๊ะอาลีมานั้นพูดรู้เรื่องเข้าใจกันดีแล้วก็กลับไป ต่อมาเมื่อ ๓ สิงหาคม ๒๔๙๗ อีก ๓ คนก็มา แต่บังเอิญข้าพเจ้าไม่อยู่ ไม่ได้รอรับ ในวันที่หะยีสุหลงมานั้น ข้าพเจ้าไปราชการที่สะเดา จึงไม่ได้พบหะยีสุหลงเลยตลอดมาจนกระทั่งบัดนี้

               ร.ต.อ. อัมพรฯ               ข้าพเจ้าได้บอกกับ ตวนกูอับดุลรามันไว้แล้วว่า เมื่อหะยีสุหลงมาพบนั้น ข้าพเจ้าได้แจ้งให้ทราบถึงนโยบายของรัฐบาลไทย ที่ต้องการช่วยเหลือส่งเสริมสนับสนุนชาวอิสลามโดยฉะเพาะในเรื่องศาสนา ถึงกับทางรัฐบาลได้มีงบประมาณเป็นจำนวนหลายล้านบาทเพื่อปรับปรุงความเป็นอยู่ของชาวไทยอิสลามให้อยู่ในสภาพที่ดี นอกจากนี้ยังได้ชี้แจง ตักเตือนมิให้เล่นการเมืองแบบนั้นอีก ขอให้ล้มเลิกความคิดที่มีอยู่ แล้วก็กลับไป ได้บอกให้มาพบกับ พ.ต.ท. บุญเลิศอีกครั้งหนึ่ง แต่จนบัดนี้ก็ไม่ได้พบ

               ตวนกูอับดุลฯ                เมื่อหะยีสุหลงมานั้น มาโดยส่วนตัวหรือมีคนคุ้มกันมา หรือว่าจับมา

               ร.ต.อ. อัมพรฯ               มาเอง ไปเอง ไม่ได้ไปส่งหรือไปรับ มาโดยรถไฟที่หาดใหญ่แล้วจับแท็กซี่มาสงขลา

               ตวนกูอับดุลฯ                กลับวันเดียวกันหรือเปล่า

               ร.ต.อ. อัมพรฯ               สอบถามแล้วก็ให้กลับในเย็นวันนั้นเอง

               ตวนกูอับดุลฯ                เรื่องตามข่าวหนังสือพิมพ์ในมลายูนั้นพูดกันสัปสนมาก ซึ่งตามข่าวนั้นคนส่วนมากในมลายูเห็นใจหะยีสุหลง และอาจเป็นความเข้าใจผิด ข้าพเจ้าจึงใคร่มาหาความจริงให้กระจ่างในเรื่องนี้ เพราะเหตุการณ์เช่นนั้นแสดงถึงพวกหนังสือพิมพ์ในมลายูและคนในมลายูแสดงถึงความไม่เป็นมิตต์กับไทย

               พ.ต.ท. บุญเลิศฯ            ขอให้เชื่อเถิดว่าไม่มีเหตุผลใดเลยที่จะทำร้ายหะยีสุหลงอย่างเช่นตามข่าวในหนังสือพิมพ์นั้น

               ตวนกูอับดุลฯ                หนังสือพิมพ์เข้าใจผิดแน่

               พ.ต.ท. บุญเลิศฯ            หะยีสุหลงนั้นชอบกับรัฐมนตรีมหาดไทยปัจจุบันที่เป็นการส่วนตัวแต่ครั้งท่านเคยเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี[22] ลูกชายหะยีสุหลงคือ โมหะหมัด ก็ชอบพอกับข้าพเจ้ามาก ไม่มีเหตุอะไรที่ตำรวจจะทำร้ายหะยีสุหลงกับพวก เรื่องนี้ท่านนายกรัฐมนตรีและท่านอธิบดีตำรวจร้อนใจมาก ความจริงเป็นอย่างไรยังไม่มีใครรู้เป็นแต่สันนิษฐานไปต่างๆ เดาเอาเอง

               ตวนกูอับดุลฯ                ท่านมีความคิดเห็นส่วนตัวอย่างไร

               พ.ต.ท. บุญเลิศฯ            มีความเห็นเป็น ๓ ทาง

                                         ๑. หะยีสุหลงอาจกลัวถูกจับเพราะ ร.ต.อ. อัมพร ได้สอบสวนและขอร้องให้หะยีสุหลงรับและให้บอกแผนการณ์ที่คิดแบ่งแยกดินแดน แต่หะยีสุหลงปฏิเสธ ร.ต.อ. อัมพร บอกว่าทางตำรวจมีหลักฐาน ซึ่งจะนำคดีฟ้องร้องหรือไม่อยู่ที่ พ.ต.ท. บุญเลิศ หะยีสุหลงอาจกลัวและหนีไป

                                         ๒. อาจหลบหนีไปต่างประเทศ โดยคิดว่าตำรวจรู้ความลับแล้ว จะทำอะไรในประเทศอีกไม่ได้ จึงอาจหนีไปร่วมกับพวกนอกประเทศ

                                         ๓. อาจเป็นแผนการณ์ของหะยีสุหลงต้องการให้ร้ายรัฐบาลไทย หลบซ่อนตัวทำข่าวว่าตำรวจทำร้าย ซึ่งอาจเป็นผลให้ราษฎรลุกฮือขึ้น

               ตวนกูอับดุลฯ                ตามคำกล่าวของท่านเชื่อว่าไม่มีเหตุผลอะไรที่ว่ามีการฆ่าหะยีสุหลง

               พ.ต.ท. บุญเลิศฯ            ขอให้ท่านไปสืบสวนให้กระจ่างด้วยตนเองจากที่ไหนแหล่งใดก็ได้ แล้วขอให้กลับไปเขียนชี้แจงทางมลายูให้กระจ่างในเรื่องนี้

               ตวนกูอับดุลฯ                ขอบใจมาก ข้าพเจ้าในฐานะเป็นหัวหน้าของสมาคมอัมโน ซึ่งเป็นสมาคมของชาวมลายู มีสาขาในมลายูหลายแห่ง โดยฉะเพาะคนทางภาคใต้ของไทยนี้ข้าพเจ้าทราบว่ามีคนจากนราธิวาส ปัตตานี ประสงค์จะไปร่วมกับพวกอัมโนในมลายู แต่ข้าพเจ้าขอชี้แจงว่าอัมโนในมลายูนั้น เป็นเรื่องของคนในมลายูโดยฉะเพาะไม่ต้องการให้เกี่ยวโยงมาถึงเมืองไทย และไม่ต้องการให้อัมโนมาแนะนำหรือชักชวนคนในเมืองไทยมาร่วม เพราะสมาคมอัมโนนี้รับรองโดยอังกฤษ ซึ่งเราต่อสู้เพื่อเอกราชตามรัฐธรรมนูญ ไม่เกี่ยวกับการใช้กำลัง เราไม่ต้องการนำอัมโนมาสู่เมืองไทย มีผู้ต้องการให้ไปเปิดสาขานอกประเทศ เช่นในซาราวัก แต่ข้าพเจ้าไม่ต้องการ

               พ.ต.ท. บุญเลิศฯ            ขอให้ระลึกว่ามลายูกับไทยนั้นมีความสัมพันธ์กันมาหลายร้อยปีแล้ว ถ้าเชื่อคำยุแหย่ให้เกิดการแตกแยกในความสัมพันธ์นี้ ก็อาจเป็นเครื่องมืออย่างดีในทางโจมตีของคอมมิวนิสต์

               ตวนกูอับดุลฯ                จริง มลายูและไทยต้องมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด แน่นอนถ้ามลายูได้รับเอกราชแล้วไม่มีปัญหา ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับมลายูต้องเป็นไปอย่างสนิทสนมแน่นแฟ้น

               พ.ต.ท. บุญเลิศฯ            ถ้าไทยกับมลายูมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดเชื่อว่าคอมมิวนิสต์คงไม่สามารถทำอะไรได้

               ตวนกูอับดุลฯ                จริง เป็นเรื่องสำคัญและมีแนวนโยบายอันเดียวกัน

               พ.ต.ท. บุญเลิศฯ            ไทยและมลายูนั้นเป็นคอมมิวนิสต์ไม่ได้ ไทยมีศาสนา มลายูก็มีศาสนา เราควรร่วมกันป้องกันคอมมิวนิสต์ดีกว่าที่จะให้แตกแยกกัน เพราะคอมมิวนิสต์นั้นไม่ต้องการให้มีศาสนา

               ตวนกูอับดุลฯ                จริง เป็นสิ่งที่ข้าพเจ้าสนใจโดยฉะเพาะตัวข้าพเจ้านั้น ข้าพเจ้าต้องการมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับไทยโดยแท้จริง มารดาของข้าพเจ้าก็เป็นคนไทย

               พ.ต.ท. บุญเลิศฯ            โดยฉะเพาะภาคใต้นี้ถ้าข้าราชการคนไทยไม่ดี ข่มเหงชาวบ้าน เมาสุราเสเพล ข้าพเจ้าก็ได้พยายามเสนอผู้ใหญ่ย้ายหรือไล่ออกไปแล้วหลายคน และขอรับรองว่า ไม่มีใครยุ่งข่มเหงเหยียบย่ำทำลายศาสนาเลย

               ตวนกูอับดุลฯ                ความมุ่งหมายของข้าพเจ้านั้น ข้าพเจ้าเห็นว่าโดยฉะเพาะที่รัฐเคดะห์มีคนไทยอยู่เป็นอันมาก มีที่ดินและตามกฎหมายของสหพันธรัฐมลายูก็อนุญาตให้เฉพาะคนไทยและมลายูเท่านั้นครอบครองที่ดินได้ ส่วนคนจีนหรือพวกอื่นนั้นไม่อนุญาต คนไทยนั้นบางคนก็หันไปถือศาสนาอิสลาม บางคนก็ยังถือพุทธอยู่ ซึ่งเรื่องหะยีสุหลงนี้อาจทำให้เกิดความกระทบกระทั่งกันขึ้นได้ ข้าพเจ้าจะกลับไปชี้แจงให้หายเข้าใจผิดในเรื่องนี้

               พ.ต.ท. บุญเลิศฯ            ขอบใจที่ท่านมีความิดเช่นนี้ ชนกลุ่มน้อยเท่านั้นที่มีความคิดในเรื่องแบ่งแยกดินแดนนี้ เพราะต้องการเป็นใหญ่เป็นโต ซึ่งเป็นเรื่องส่วนตัวไม่เกี่ยวกับศาสนาแต่เอาเรื่องศาสนาขึ้นบังหน้า

               ตวนกูอับดุลฯ                มีคนเดียวเท่านั้น คือตวนกูไมยิดิน ผู้นี้เคยขอร้องอังกฤษให้ช่วยเหลือเรื่อง ๔ จังหวัดภาคใต้ของไทยนี้ แต่อังกฤษไม่ช่วย เลยผิดหวังจึงหันมาหาพรรคพวกในเมืองไทย

               พ.ต.ท. บุญเลิศฯ            ขอฝากความหวังกับท่านไปทำความเข้าใจทางมลายูต่อไปด้วย

               ตวนกูอับดุลฯ                จะทำ

               พ.ต.ท. บุญเลิศฯ            ขอให้สืบสวนให้แน่ก่อน ไม่ใช่เชื่อข้าพเจ้าฝ่ายเดียว

               ตวนกูอับดุลฯ                ขอให้ท่านเข้าใจว่าการที่ข้าพเจ้ามานี้ ข้าพเจ้าไม่ต้องการมาเกี่ยวกับเรื่อง ๔ จังหวัดเลย ข้าพเจ้ามาทำความกระจ่างเรื่องหะยีสุหลงกับพวกโดยฉะเพาะ เพราะบรรยากาศในเรื่องนี้ในมลายูไม่สู้ดี ข้าพเจ้าจะกลับไปทำบรรยากาศในมลายูให้ดีขึ้นเท่านั้น ข้าพเจ้าได้ตั้งใจจะมาที่นี่หลายครั้งแล้ว จึงได้มาติดต่อพบกับกงสุลไทยที่ปีนัง ในชั้นแรกเมื่อวันที่ ๒๑ ธันวาคม ๒๔๙๗ ตั้งใจจะมาแต่บังเอิญติดประชุมที่กัวลาลัมเปอร์

               พ.ต.ท. บุญเลิศฯ            เรื่องการมาของกรรมการมุสลิมในมลายูหรือผู้หนึ่งผู้ใดที่ต้องการมาทำความกระจ่างในเรื่องนี้ ข้าพเจ้าได้แจ้งไปกับ มร. แมคดอกแล้ว ให้มาพบกับข้าพเจ้าได้

               ตวนกูอับดุลฯ                ไม่ค่อยพบกับ มร. แมคดอกมากนักและ มร. แมคดอกก็ไม่ได้พูดอะไรในเรื่องนี้

               พ.ต.ท. บุญเลิศฯ            มร. แมคดอกอาจเห็นว่าการที่ข้าพเจ้าพูดไปนั้นเป็นเรื่องของรัฐบาล คิดว่าข้าพเจ้าไม่มีสิทธิอนุญาตให้ท่านมาจึงอาจไม่ได้บอก เราทำความเข้าใจกันเป็นส่วนตัวอย่างท่านกับข้าพเจ้านี้ก็ได้

               ตวนกูอับดุลฯ                เมื่อวานนี้ข้าพเจ้าได้ไปประชุมร่วมกับข้าหลวงใหญ่สหพันธรัฐมลายู ข้าหลวงใหญ่ทราบว่าข้าพเจ้าจะมาสงขลา จึงแจ้งให้ข้าพเจ้าทราบว่าการที่ข้าพเจ้ามานี้ไม่ได้มาในฐานะผู้แทนของรัฐบาลสหพันธรัฐมลายู หรือผู้แทนของข้าหลวงใหญ่แต่อย่างใด แต่มาในฐานะหัวหน้าอัมโน เพราะอาจจะมีการเข้าใจผิดว่าข้าพเจ้าเป็นผู้แทนของรัฐบาลสหพันธรัฐมลายู ซึ่งความจริงไม่ใช่เช่นนั้น

               พ.ต.ท. บุญเลิศฯ            ท่านควรพบกับผู้ว่าราชการภาคด้วยอีกคนหนึ่ง

               ตวนกูอับดุลฯ                จะไปพบในวันพรุ่งนี้ และข้าพเจ้าจะขอพบกับโต๊ะอีหม่ำที่นี่ได้ไหม

               พ.ต.ท. บุญเลิศฯ            ท่านจะพบกับใครที่ไหนก็ได้

 

 

ร.ต.อ. ฉลอง สุริยะโขติ ผู้บันทึก

 

                ในวันต่อมา ตวนกูอับดุลเราะห์มานก็ไปพบกับนายอุดม บุณยประสพ ผู้ว่าราชการภาค 9  ซึ่งเช่นเดียวกับบันทึกข้างบน มีการบันทึกการสนทนาแบบสรุปเอาไว้และนำรายงานต่อนายกรัฐมนตรีพร้อมกับบันทึกข้างต้น ซึ่งบันทึกการสนทนาระหว่างอุดมกับตวนกูอับดุลเราะห์มานประกอบไปด้วยหลายเรื่อง ไม่เฉพาะเรื่องหะยีสุหลงในที่นี้จะขอคัดมาเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องดังต่อไปนี้

 

(สำเนา)

ลับ                                                                                   บันทึกการสนทนา

ระหว่าง

นายตวนกูอับดุลรามัน ประธานสมาคมอัมโน

กับ

นายอุดม บุณยประสพ ผู้ว่าราชการภาค ๙

ณ บ้านพักผู้ว่าราชการภาค ๙ จังหวัดสงขลา

วันที่ ๒๔ ธันวาคม ๒๔๙๗ เวลา  ๑๐.๓๐ น. – ๑๑.๓๐ น.

 

เมื่อวันที่ ๒๔ ธันวาคม ศกนี้ เวลา ๑๐.๓๐ น. ร.ต.ท. อัมพร จิตตปฏิมา ประจำกองสันติบาลพิเศษภาคใต้ ได้นำตวนกูอับดุลรามัน หัวหน้าพรรคการเมืองอัมโนมาพบกระผมที่บ้านพัก จึงขอประทานกราบเรียนรายงานเรื่องที่สนทนาดังนี้.-

                เมื่อได้แสดงความยินดีในการพบปะครั้งแรกต่อกันแล้ว ตวนกูฟื้นความหลังว่าเคยเป็นนักเรียนเทพศิรินทร์ แต่กลับมาอยู่ไทรบุรีตั้งแต่ปี ๑๙๑๔ แล้วไม่ได้เดินทางไปเยือนกรุงเทพฯ อีกเลย ตวนกูมีมารดาเป็นคนไทย มีพี่น้อง ๓ คน และเป็นน้องต่างมารดาของสุลต่านไทรบุรี นอกจากนี้ศพพี่ชายร่วมบิดาก็ยังฝังอยู่ที่กรุงเทพฯ มีเพื่อนนักเรียนร่วมชั้นอยู่หลายคน เช่น หลวงถวิลฯ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ และว่าคิดที่จะเยี่ยมพระนครอยู่เสมอ ตวนกูอุทมาดน้องชายกับวงศ์ญาติมีโอกาสดีได้เข้ามาชมงานฉลองรัฐธรรมนูญ (ได้พบกับกระผมที่กรุงเทพฯ) กลับไปเล่าถึงความเปลี่ยนแปลงของกรุงเทพฯ ให้ฟังอย่างน่าตื่นใจ

 

ออกตัวมิได้มาเป็นทางการ

                ตวนกูออกตัวว่าเข้ามาสงขลาครั้งนี้เพื่อเยี่ยมเยียนพบปะผู้ที่ชอบพอและชมภูมิประเทศเป็นส่วนตัวเพราะเป็นนักการเมืองไม่ใช่ข้าราชการ จึงมิได้มาในหน้าที่ราชการ และทั้งไม่อาจมาในฐานะนักการเมือง เพราะสหรัฐมลายูยังไม่ได้เอกราชสมบูรณ์จากอังกฤษ จนกว่าจะได้ดำเนินการเลือกตั้งเป็นขั้นๆ การมาครั้งนี้นำบุตรภรรยามาด้วย

 

พรรคการเมืองในมลายูยังปรารถนาได้สิงคโปร์มาอยู่ในปกครอง

                ตวนกูให้ทัศนะในทางการเมืองว่า แม้อังกฤษจะให้เอกราชสมบูรณ์ตามคำมั่นแต่ก็ยังกันสิงคโปร์ไว้ในอารักขาต่อไป พรรคการเมืองต่างๆ ในมลายูยังไม่พอใจเพราะสิงคโปร์เป็นดินแดนของสหรัฐมลายู อังกฤษไม่ควรกีดกัน

 

เหตุที่ตวนกูยังไม่เดินทางไปพระนครตามข่าวหนังสือโพสท์

                ตวนกูปรารภว่าเพราะเหตุที่เขาเป็นหัวหน้าพรรคอัมโน (อันเป็นพรรคใหญ่ที่สุดของกลุ่มมุสลิม) แต่ยังไม่ได้เอกราชสมบูรณ์ จึงรู้สึกตัวว่าไม่ทราบจะเข้าไปพระนครในฐานะอะไรและไม่ทราบจะอ้างเหตุผลอันใด เป็นข้อติดต่อกับทางราชการไทย .......

  

ตวนกูมีความเห็นด้านการศึกษาใน ๔ จังหวัดภาคใต้

                ตวนกูมีความเห็นว่าชาวอิสลามใน ๔ จังหวัดภาคใต้ยังไม่รู้คุณค่าของการศึกษาวิทยาการยุคปัจจุบัน เพราะเกรงว่าจะทำให้การนับถือและปฏิบัติกิจทางศาสนาเสื่อมลง ทั้งๆ ที่รัฐบาลไทยเปิดโอกาสทุกวิถีทางก็ไม่รับและศึกษา นับเป็นความเข้าใจผิดอย่างมาก กระผมชี้แจงว่า แต่เดิมมาอาจเป็นได้ และครูสอนศาสนามีส่วนอยู่ด้วยเพราะเกรงว่าคนจะฉลาดรู้เท่าทันเหตุการณ์เกิดกว่าครูเหล่านั้น อย่างไรก็ตามในระยะ ๔ – ๕ ปีมานี้ บิดา มารดาของเด็กมุสลิมใน ๔ จังหวัดตื่นตัวส่งบุตรหลานเข้าเรียนในโรงเรียนมัธยมประจำจังหวัดหรือโรงเรียนการช่างมากขึ้น ทั้งนี้เป็นผลการอบรมชี้แจงและเป็นผลในการศึกษาของรัฐบาลไทย นอกจากนี้จะให้ทุนนักเรียนใน ๔ จังหวัดเรียนวิชาครู สำเร็จแล้วจะส่งมารับราชการในภูมิลำเนา ในปี ๒๔๙๘ กระทรวงศึกษา จัดพิมพ์แบบเรียนสำหรับเด็ก ใน ๔ จังหวัด ขึ้นโดยเฉพาะการศึกษาจะก้าวหน้าอย่างรวดเร็วโดยไม่มีปัญหา

 

ตวนกูปรารภเรื่องหะยีสุหลง

                ตวนกูปรารภต่อไปว่า การมาเยี่ยมสงขลาครั้งนี้มีเรื่องที่ชาวมลายูโดยเฉพาะคนในพรรคข้องใจถึงการหายสาปสูญของหะยีสุหลงอยู่ เข้าใจกันว่าถูกทางราชการตำรวจไทยข่มเหงโดยไม่เป็นธรรม

                เรื่องนี้ตวนกูเชื่อว่า ความเข้าใจเช่นนั้นไม่เป็นความจริงและได้อธิบายให้เขาเหล่านั้นหายความข้องใจหลายครั้ง และแม้จะอธิบายต่อไปถึงว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องกิจการภายในของประเทศไทยโดยเฉพาะซึ่งไม่สมควรจะเกี่ยวข้อง ก็ยังมีผู้พูดเข้าใจไปในทำนองให้ร้ายราชการไทยอยู่ จึงถือโอกาสเข้ามาสดับตรับฟังด้วย เมื่อได้ทราบคำชี้แจงจากหัวหน้าหน่วยสันติบาลแล้วก็พอใจว่าเป็นเรื่องกล่าวร้ายและเข้าใจผิด

                กระผมชี้แจงต่อไปว่า ตามที่ตวนกูเข้าใจในข้อที่ว่า เรื่องหะยีสุหลงเป็นเรื่องภายในของรัฐบาลไทยนั้นถูกแล้ว ขอออกความเห็นส่วนตัวว่า ถ้าหะยีสุหลงมิได้เป็นนักการเมือง มิได้เล่นการเมือง และมิได้ติดต่อกับนักการเมืองนอกประเทศอันเป็นปฏิปักษ์ต่อความสงบเรียบร้อยและผิดกฎหมายไทยแล้ว เหตุใดนักการเมืองในมลายูจึงจำต้องข้องใจในการหายสาปสูญของหะยีสุหลง ในประเทศไทย กล่าวโดยเฉพาะในหมู่มุสลิมด้วยกันมีผู้ที่ถูกทำร้ายถึงตาย หายสาปสูญก็มีอยู่หลายราย มิใช่เฉพาะหะยีสุหลงคนเดียว เหตุใดไม่มีนักการเมืองหรือผู้ใดเอาใจใส่ และนักการเมือง ในมลายูถือเอาสาเหตุเฉพาะตัวของบุคคลหนึ่งบุคคลใดในประเทศอื่นๆ นอกจากประเทศไทยมาเป็นเหตุข้องใจด้วยหรือไม่

                พฤติการณ์เช่นนี้ย่อมเห็นได้ชัดว่า หะยีสุหลงมีการติดต่อทางการเมืองกับนักการเมืองนอกประเทศ การสาปสูญจึงเกิดความข้องใจขึ้น

                แต่เช่นนั้นกระผมเชื่อว่าตวนกูก็คงได้ทราบเรื่องจากเจ้าหน้าที่สันติบาลไทยอย่างแจ่มแจ้ง เสมือนข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ของไทยสอบสวนการปฏิบัติราชการของข้าราชการไทย ซึ่งคงมีน้อยประเทศที่มีใจกว้างเช่นนี้ ทั้งนี้ก็เพราะราชการไทยรักความจริงความสุจริตใจเป็นสำคัญ

                กระผมลำดับเรื่องการเรียกตัวหะยีสุหลงของตำรวจสันติบาลว่า มีเหตุผลตามทางสืบสวนว่า หะยีสุหลงได้กระทำผิดกฎหมาย จึงเรียกมาปรับความเข้าใจแต่โดยดี

                ชี้แจงให้ตวนกูฟังว่า หะยีสุหลงมีความระมัดระวังตัวเพียงใด เช่นไม่มาพบตามนัดในครั้งแรก จนผู้ที่ถูกเรียกตัวร่วมกันได้กลับไปแจ้งให้ทราบว่าถูกซักถามด้วยเรื่องอะไร การมาก็มิได้จับกุม เกาะกุม ทั้งเป็นเวลากลางวัน นำผู้ติดตามมาด้วยหลายคน หะยีสุหลงกลับไปในวันนั้นเอง มีประจักษ์พยามยันได้ และมิได้พบกับ พ.ต.ท. บุญเลิศฯ หัวหน้าหน่วย เพราะหะยีสุหลงมาตามเชิญโดยไม่บอกให้ พ.ต.ท. บุญเลิศฯ ทราบล่วงหน้า ก็บุคคลที่เล่นการเมืองมีความระมัดระวังตัวเป็นพิเศษมีชั้นมีเชิง เมื่อทราบว่าสันติบาลทราบความลับย่อมทิ้งไพ่ใบสุดท้ายให้แนวความคิดทางการเมืองเป็นผลดีแก่ตนและโยนความผิดให้แก่ปรปักษ์โดยไม่ต้องสงสัย

                ในขณะเดียวกัน ก็เป็นโอกาสสมัครพรรคพวกจะแพร่ข่าวอกุศลให้แก่ฝ่ายปรกปักษ์ ดังจะเห็นได้จากการแพร่ข่าวไม่อยู่กับร่องกับรอยกลับไปกลับมาของหนังสือพิมพ์ในมลายู เมื่อใดการเมืองได้ผลเมื่อนั้นจึงปรากฎตัว กระผมมีความเข้าใจเช่นนี้เพราะได้สอบสวน สืบสวนอย่างรอบคอบ เชื่อมั่นว่าการสาปสูญของหะยีสุหลงเป็นเรื่องของหะยีสุหลงและพรรคพวกของเขาเอง นอกจากนี้ พณฯ ท่านรัฐมนตรีว่าการมหาดไทย ก็เป็นผู้ที่ชอบพอกับหะยีสุหลง พณฯ รัฐมนตรีช่วยว่าการและอธิบดีกรมตำรวจผู้เกลียดความอยุติธรรมต่างมีความข้องใจ และร้อนใจเท่าๆ กันกับข่าวอกุศล ก็คาดคั้นให้กระผมสอบสวนและสืบสวนอย่างหนักตลอดมา

                ในเมื่อเป็นโอกาสที่ตวนกูได้เห็นภูมิประเทศ สถานที่ ตัวบุคคลที่เกี่ยวข้องแล้วก็ขอให้สืบสวนจนพอใจ กระผมไม่มีข้อปิดบังและยินดีให้ความสดวกทุกประการ

                ตวนกูรับรองว่าเจ้าหน้าที่ให้ความสะดวกและพอใจทุกอย่าง ไม่ข้องใจเป็นอย่างอื่น และขอขอบใจในเรื่องนี้และว่านอกจากจะชี้แจงให้ผู้ข้องใจทราบแล้วจะหาโอกาสชี้แจงให้หนังสือพิมพ์ทราบเพื่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนทั้ง ๒ ประเทศต่อไป

 

กวดขันให้ข้าราชการอำนวยความสะดวก

และเว้นการข่มเหงอย่างเด็ดขาดและต้องสุภาพเรียบร้อย

                กระผมได้ชี้แจงตวนกูต่อไปว่า นับแต่ได้รับต่างตั้งมารับราชการในภาคนี้ กระผมได้รับนโยบายจากท่านผู้ใหญ่ให้กวดขันข้าราชการให้อำนวยความสดวก และเว้นการข่มเหงและต้องสุภาพต่อประชาชน ซึ่งกระผมได้กำชับสอดส่องด้วยตนเองโดยใกล้ชิดเสมอมา ผู้ใดละเมิดไม่ว่าตำรวจหรือพลเรือน ถูกลงโทษอย่างหนักเสมอ แม้การเสพสุรามึนเมาในที่สาธารณะก็ถือเป็นโทษหนักเช่นเดียวกัน สังเกตเห็นว่าข้าราชการสังวรตัวมากขึ้น และจะดีขึ้นตามลำดับ

 

บุคคลิกลักษณะตวนกู

                สังเกตเห็นว่าเป็นคนสุภาพ พูดจาเปิดเผยไม่วางท่าไว้ตัว หรือประหยัดถ้อยคำมากนัก ฉลาด ได้รับการศึกษาดีมีอารมณ์สนุก ดูตั้งใจผูกมิตรกับฝ่ายไทยอยู่มากและเป็นคนที่ได้รับการยกย่องนับถือในมลายูมาก

                ถ้าข่าวอกุศลและหนังสือพิมพ์ในมลายูหยุดโจมตีรัฐบาลไทย ก็พอเชื่อได้ว่าเป็นข้อที่ตวนกูรับปากกับกระผมเป็นการกล่าวด้วยจริงใจ

 

                การสนทนาดำเนินไปประมาณ ๑ ชั่วโมง ตวนกูจึงลากลับ

                ในวันนั้นเวลา ๑๙.๐๐ น. กระผมได้นำรองผู้ว่าราชการภาคไปเยี่ยมตอบ ณ ที่พัก ตวนกูรับรองอย่างฉันท์มิตร เช่นขอร้องให้ถอดเสื้อ เลี้ยงเครื่องดื่ม (บรั่นดี) การสนทนาเป็นเรื่องความสัมพันธ์ของตวนกูและญาติซึ่งเคยมาศึกษาเล่าเรียนในประเทศไทย ตำแหน่งหน้าที่ของตวนกูเมื่อญี่ปุ่นยึดครอง ประมาณ ๓๐ นาทีจึงลากลับ ก่อนจากตวนกูได้แนะนำบุตรชาย ๒ คนและภรรยาให้กระผมและรองผู้ว่าราชการภาครู้จัก

 

 (ลงชื่อ)   อ. บุณยประสพ ผู้ว่าราชการภาค ๙

 อ่านต่อ>>>

 
 

 

HOT NEWS