CATEGORY
 
ALL (741)
 
    BAKURAH AL-AMANI (5)
    VIDEO CLIPS (81)
    BERITA (356)
    SEJARAH (31)
    ARTICLE THAI (65)
    ARTICLE MELAYU (43)
    BERITA S-AMP THAI (12)
    BERITA S-AMP MELAYU (1)
    สาระจากแดนมังกร (85)
    หลักพิชัยสงคราม (12)
    การบริหารเชิงกลยุทธ์ฉบับสามก๊ก (3)
    เรื่องย่อสามก๊ก (3)
    GLOBAL (44)


FIND



COUNTER



START 13/06/2013


CALENDAR

MY SOLAT

FACEBOOK


ชนชาติต่างๆในโลกมลายู – นูซันตารา ตอนที่ 1
 
 

Posted by Buliato | Tue, 2013-12-26   18:16

 

เท้าความ

       ในคราวก่อนที่ผมเขียนเรื่อง โลกมลายู Nusantara – Patani เป็นปฐมบท ผมได้เล่าถึงพื้นที่ที่เรียกว่า นูซันตาราและปาตานี ซึ่งเป็นเขตพื้นที่ แต่ในคราวนี้ผมจะขอเล่าถึงเรื่องราวของคนที่อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานยังพื้นที่แห่งนี้บ้างว่าประกอบได้ด้วยใคร และท้ายที่สุดคือ ชาวปาตานีคือใคร

 

ชนชาติต่างๆในโลกมลายู นูซันตารา ตอนที่ 1

โอรังอัสลี (Orang Asli)

 

 

       โอรังอัสลีเป็นคำในภาษามลายู แปลว่า คนดั้งเดิม ซึ่งหมายถึงชนเผ่าที่อาศัยและเร่ร่อนในพื้นที่แถบนี้มาตั้งแต่ก่อนประวัติศาสตร์ หรือที่คนส่วนใหญ่รู้จักกันในนาม เงาะป่า ซาไก เซมัง ซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธ์ที่นับถือ ภูต ผี เป็นหลักและมีลักษณะทางสายเลือดเป็นนิกโกรลอยด์ คือเป็นคนร่างเล็ก ผิวดำและมีผมหยิกหยอย ก่อนที่จะมีบันทึกใดๆหรือที่เรียกว่าก่อนประวัติศาสตร์ พื้นที่แถบนูซันตาราก็เป็นแหล่งที่อยู่ของกลุ่มโอรังอัสลีมาก่อนแล้ว

 

เมืองท่าค้าขายและผู้คนเลือดผสม (Mixed bloods)

 

 

       ในราวๆ คริสต์ศตวรรษที่ 14 หรืออาจจะก่อนหน้านั้น ความต้องการเครื่องเทศของชาวตะวันตก และการเสาะแสวงหาแหล่งทรัพยากรในดินแดนใหม่ กระตุ้นให้นักเดินทางต่างชาติหลั่งไหลเข้ามาในนูซันตารา ชวา สุมาตรา บอร์เนียว และหมู่เกาะแถบนี้ จนเกิดเป็นเส้นทางเดินเรือที่สำคัญของโลกในยุคนั้น เป็นเส้นทางเดินเรือที่เชื่อมต่อระหว่างโลกตะวันออกและโลกตะวันตก เป็นเส้นทางค้าขายที่เชื่อมต่อมหาอำนาจต่างๆของโลกในสมัยนั้น เป็นเส้นทางสายไหมทางทะเลที่เชื่อมโลกของจีน อินเดีย อาหรับ และโรม เข้าด้วยกัน

       แล้วชนชาติไหนบ้างล่ะที่เดินทางเข้ามาและมีอิทธิพลในดินแดนแห่งนี้ ?

 

อินเดีย

 

 

       ตำนานมะโรงมหาวังสา (Merong Maha Wangsa) หรือตำนานเมืองไทรบุรี (Hikayat Kedah) ได้อ้างถึงการสืบเชื้อสายโรมที่มาจากชมพูทวีปหรืออินเดีย มาก่อตั้งวงษ์ที่บริเวณหนึ่งแถบชายฝั่งทะเลด้านตะวันตกของนูซันตารา ร่องรอยทางโบราณคดีที่หมู่บ้าน Lembah Bujang (Bujang Valley) ในรัฐเคดาห์ของมาเลเซีย ก็ปรากฏอารยะธรรมของฮินดูจากอินเดียอย่างมากมาย รวมทั้งร่องรอยของชาวอาหรับที่เดินทางมายังแถบนี้ด้วย (หินจารึกชื่อ Ibnu Sardan) นอกเหนือจากนี้เรายังสามารถเห็นร่องรอยทางโบราณคดีและอารยะธรรมอินเดียได้ทั้งจาก ชวา บาหลี ในนูซันตาราก็มีกระจายตามพื้นที่ต่างๆมากมาย ในภาคใต้ของไทยก็มีกระจายตามพื้นที่ กระบี่ นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี เป็นต้น

       น่าสังเกตอยู่อย่างหนึ่งว่า หลักฐานทางโบราณคดีที่เกี่ยวเนื่องกับอารยะธรรมอินเดียมีปรากฏกระจายไปทั่วภูมิภาคนี้ แต่ร่องรอยเหล่านั้นแทบจะหาไม่ได้เลยในพื้นที่ปาตานี ยกเว้นแหล่งโบราณคดีกลุ่มบ้านท่าสาป-หน้าถ้ำ (ยะลา) และแหล่งโบราณคดีกลุ่มบ้านจาเละประแว (ยะรัง ปัตตานี) เชื่อว่าถ้าไม่ถูกทำลายไปแล้วก็คงเพราะไม่มีการขุดค้นในเรื่องนี้อย่างจริงจัง

 

 

จีน

 

 

       ในหมิงสื่อลู่ (Ming Shi Lu หรือจดหมายเหตุประวัติศาสตร์ราชวงศ์หมิง) หม่าฮวน (Ma Huan ล่ามและผู้จดบันทึกในกองเรือมหาสมบัติของราชวงศ์หมิง) บันทึกว่า ในปี ค..1405 กองเรือจำนวน 317 ลำ บรรทุกลูกเรือจำนวน 27,800 คน โดยการบัญชาการของ "เจิ้งเหอ" เดินทางท่องสมุทรครั้งแรกจากอู่หลงเจียงในนครนานกิงเพื่อมุ่งสู่เมืองคาลิคัทในอินเดีย ได้แวะยังอาณาจักรจามปา อาณาจักรมัชปาหิตบนเกาะชวา และอีกสามเมืองอิสระบนเกาะสุมาตรา คือเมืองเซอมูดรา เมืองเดลีและเมืองอาเจ๊ะห์

        ในบันทึกของหม่าฮวน ได้เล่าถึงแหล่งชุมนุมของพ่อค้าชาวจีนที่มีฐานะดีที่อพยพมาอยู่บนเกาะชวาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 10 โดยเฉพาะที่เมืองเกรซิค (Gresik) และสุราบายา (Surabaya) มีชาวจีนมาอยู่นับพันครอบครัว และได้เล่าถึงโจรสลัดชาวจีนชื่อ เฉินจู้อี้ (Chen Zu Yi) จากมณฑลกว่างตงที่ยึดครองเมืองท่าปาเล็มบังและปล้นสะดมเหล่านักเดินทางที่ผ่านช่องแคบมะละกา

        ในการเดินทางครั้งที่ 2 ของกองเรือมหาสมบัติของราชวงศ์หมิงโดยเจิ้งเหอ ได้จอดที่เมืองมะละกาเพื่อรับรองฐานะความเป็นรัฐอิสระของมะละกาจากองค์จักรพรรดิ์ราชวงศ์หมิง และในการเดินทางท่องสมุทรครั้งสุดท้ายของเจิ้งเหอ (..1436) เฟ่ยเซิน แม่ทัพของกองเรือเจิ้งเหอ ก็ได้แต่งงานกับหญิงท้องถิ่นและไม่กลับไปเมืองจีนกับกองเรือ

        ตำนานเรื่องฮังลิโป (Hang Li Bo) ของมะละกา ก็ได้เล่าถึงเจ้าหญิงจีนผู้แสนสวยเดินทางมากับกองเรือเจิ้งเหอ เพื่อมาอภิเษกสมรสกับสุลต่านมันซูรชาห์ (Sultan Mansur Shah) สุลต่านแห่งมะละกา โดยพาข้าราชบริพารติดตามมาตั้งรกรากที่มะละกาด้วย 500 คน โดยที่สุลต่านให้พำนักอยู่ที่เชิงเขาแห่งหนึ่งใกล้ท่าเรือมะละกา ซึ่งต่อมาเรียกสถานที่แห่งนั้นว่า บูกิตไชน่า (Bukit Cina)

        การที่ชาวจีนละทิ้งถิ่นฐานและอพยพมายังนูซันตาราและชวาก่อนการยาตราทางสมุทรของกองเรือมหาสมบัติราชวงศ์หมิงหรือราวๆคริสต์ศตวรรษที่ 10 นั้น มาจากหลายสาเหตุเช่น ปัญหาจากภัยธรรมชาติ ความอดอยาก การถูกบังคับขู่เข็ญหรือลี้ภัยทางการเมือง แต่หลังจากกองเรือมหาสมบัติได้ยุติบทบาทในการท่องสมุทร ก็ได้เกิดแรงดึงดูดหพ่อค้าชาวจีนคิดแสวงผลกำไรจากการค้าระหว่างประเทศแทนกองเรือมหาสมบัติของราชสำนัก ทำให้เกิดการทยอยอพยพย้ายถิ่นของชาวจีนเพื่อทำการค้าในนูซันตารามากขึ้นโดยเฉพาะในคริสต์ศตวรรษที่ 15

 

 

อาหรับ

 

 

       มีหลักฐานมากมายที่เชื่อได้ว่าชาวอาหรับ โดยเฉพาะอาหรับฮัดรอมีย์ ได้เดินทางมายังนูซันตารานานแล้ว โดยเฉพาะ Batu Ibn.Sadan หรือหินจำหลักของอิบนูซารดานที่ค้นพบแถบหมู่บ้านบูจัง (Bujang Valley, Lembah Bujang) ในรัฐเคดาห์ เป็นหินขนาด 19*37 cm. เขียนคำว่า Ibnu Sardan 213 หรืออิบนูซัรดาน 213 ในภาษาอาหรับ (ปัจจุบันหลักฐานชิ้นนี้ถูกเก็บรักษาที่ Musium Negara,Kuala Lumpur) การค้นพบของหินก้อนนี้สามารถเสริมสร้างทฤษฎีที่ว่าศาสนาอิสลามและ/หรือชาวอาหรับมีมาก่อนหน้านี้ในแถบ Lembah Bujang ถ้าหากว่าเลข 213 หมายถึงปีฮิจเราะห์ที่ 213 (ศักราชอิสลาม) ก็จะตีความได้ว่าศาสนาอิสลามและ/หรือชนชาติอาหรับมาสู่ดินแดนนี้ในปี ค.ศ.882 หรือก่อนหน้านั้น

 

 
 

       เรื่องราวในบันทึกที่เกี่ยวกับ Wali Songo หรือนักบุญทั้งเก้าของอินโดนีเซียก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่สามารถใช้ในการสืบเสาะเรื่องการเข้ามาของชาวอาหรับฮัดรอมีย์ เพราะเหล่าวาลีหรือนักบุญเหล่านี้ล้วนสืบเชื้อสายจากอาหรับฮัดรอมีย์ทั้งสิ้น ซึ่งก็คงจะได้มีโอกาสเล่าเรื่องนี้ในโอกาสหน้า มีหลายๆตระกูลในนูซันตาราที่สืบเชื้อสายของอาหรับฮัดรอมีย์ที่ยังคงตกทอดและสืบเชื้อสายจวบจนถึงปัจจุบัน ทั้งในอินโดนีเซีย บรูไน มาเลเซียและปาตานี เช่น ตระกูลโบลเกียของสุลต่านบรูไน ตระกูลอัลอิดารุสหรืออิดรีส (Ustaz Azhar Idris) ตระกูลอัลอัตตาส (Prof.Naqib Alatas) ตระกูลอัลยุฟรีย์ และอีกหลายๆตระกูลในปาตานี

 

 

 

sorce : Kisah Patani:www.deepsouthwatch.org/node/5097

 
 

 

HOT NEWS